เมื่อก้าวเข้าสู่โลกของการเทรด Forex คำศัพท์หนึ่งที่จะได้ยินบ่อยจนคุ้นหูเลยก็คือ “Pip” แม้จะเป็นเพียงหน่วยวัดเล็กๆ แต่ Pip กลับมีบทบาทสำคัญอย่างมหาศาลในการวัดความเคลื่อนไหวของราคา รวมถึงการคำนวณกำไรและขาดทุนในพอร์ตของเรา
บทความนี้ CPT Markets จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ Pip แบบเจาะลึก ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐานไปจนถึงวิธีคำนวณกำไร ทุกอย่างถูกสรุปมาให้เข้าใจง่ายและชัดเจนที่สุด
Pip คืออะไร?
Pip ย่อมาจาก “Percentage in Point” คือหน่วยมาตรฐานที่เล็กที่สุดที่ใช้บอกการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนในแต่ละคู่เงิน
สำหรับคู่เงินยอดนิยมส่วนใหญ่ เช่น EUR/USD, GBP/USD หรือ AUD/USD 1 Pip จะเท่ากับ 0.0001 (หรือทศนิยมตำแหน่งที่ 4 นั่นเอง)

ส่วนคู่เงินที่จับคู่กับเงินเยน (JPY) อย่าง USD/JPY หรือ EUR/JPY เนื่องจากปกติแล้วอัตราแลกเปลี่ยนจะมีทศนิยม 2 ตำแหน่ง ดังนั้น 1 Pip จึงเท่ากับ 0.01 (หรือทศนิยมตำแหน่งที่ 2)

สาเหตุความต่างนี้เป็นเพราะเงินเยน (JPY) มีมูลค่าต่อหน่วยค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอย่างดอลลาร์หรือยูโร ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนของคู่เงินที่พ่วงด้วย JPY มักจะมีตัวเลขหน้าจุดทศนิยมถึง 3 หลัก
ดังนั้น ทศนิยมเพียง 2 ตำแหน่งก็เพียงพอแล้วที่จะแสดงการเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ และทำให้ 0.01 ถูกกำหนดให้เป็นค่ามาตรฐานของ 1 Pip นั่นเอง
ลองมาดูตัวอย่างการนับ Pip กันชัดๆ:
- ถ้า EUR/USD ขยับจาก 1.1000 ไปเป็น 1.1005 หมายถึงราคาบวกขึ้นมา 5 Pips
- ในทางกลับกัน ถ้า GBP/USD ร่วงจาก 1.2650 มาอยู่ที่ 1.2630 หมายถึงราคาปรับตัวลดลง 20 Pips
- ส่วน USD/JPY หากดีดจาก 145.20 ขึ้นไปที่ 145.50 ก็คือการพุ่งขึ้น 30 Pips
ในตลาด Forex ความผันผวนเพียงไม่กี่ Pip อาจสั่นคลอนพอร์ตของคุณให้กำไรหรือขาดทุนได้เป็นหลักสิบหรือหลักร้อยเหรียญ การทำความเข้าใจว่า Pip คืออะไรจึงเป็นเรื่องพื้นฐานที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องแม่น
แล้วทำไม Pip ถึงสำคัญนัก?
เหตุผลที่คำว่า “Pip” เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตการลงทุน เป็นเพราะ:
- ใช้เป็นมาตรวัดกำไรและขาดทุน: เมื่อเราเข้าใจเรื่อง Pip เราจะสามารถประเมินตัวเลขกำไรขาดทุนคร่าวๆ ได้ทันทีเพียงแค่เห็นตัวเลขบนกราฟ ซึ่งเทคนิคนี้จะถูกเฉลยในส่วนถัดไปของบทความ
- ใช้เปรียบเทียบค่าสเปรด (Spread): สเปรดคือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย ซึ่งหน่วยวัดก็คือ Pip นี่แหละ ยิ่งค่าสเปรดต่ำเท่าไหร่ ต้นทุนในการเทรดของเราก็จะยิ่งถูกลงเท่านั้น เช่น หาก EUR/USD มีราคา Bid 1.1000 และ Ask 1.1002 ส่วนต่างตรงนี้ก็คือ 2 Pips
- การสร้างระบบเทรดอัตโนมัติ (Robots/EAs): บรรดาอัลกอริทึมหรืออินดิเคเตอร์ทางเทคนิคมักใช้ Pip เป็นค่าเริ่มต้นในการวัดความผันผวน หากเราตั้งค่า Pip เพี้ยนไปแม้แต่นิดเดียว อาจส่งผลให้กลยุทธ์ที่วางไว้ทำงานผิดพลาดจากที่ตั้งใจไว้ได้เลย
แล้ว Pip คือหน่วยที่เล็กที่สุดแล้วหรือยัง? หรือมีหน่วยอื่นที่จิ๋วกว่านี้อีก? คำตอบคือ “มี” ตามไปทำความรู้จักกับ Point และ Tick พร้อมๆ กันเลย
Point และ Tick
เมื่อเทคโนโลยีการเทรดก้าวล้ำไปไกล ความแม่นยำของราคาเสนอซื้อขาย (Quotes) ก็ยิ่งละเอียดมากขึ้น บนแพลตฟอร์มการเทรดที่ทันสมัยอย่าง MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 เราจะสังเกตเห็นว่าราคาไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ทศนิยม 4 ตำแหน่งเหมือนเมื่อก่อน แต่ขยายไปถึงหลักที่ 5
การเปลี่ยนแปลงนี้เองที่นำไปสู่แนวคิดเรื่องหน่วยวัดที่ "เล็กยิ่งกว่า Pip"
จริงอยู่ที่ Pip ยังคงเป็นหน่วยมาตรฐานหลักในการเทรด Forex (เช่น 0.0001 สำหรับคู่ EUR/USD) แต่ด้วยการแสดงผลทศนิยม 5 ตำแหน่ง ทำให้เรามีหน่วยย่อยที่เรียกว่า Point (หรือบางคนเรียกว่า Pipette) ซึ่งมีค่าเท่ากับ 0.00001 สรุปง่ายๆ คือ 1 Point มีขนาดเพียง 1 ใน 10 ของ 1 Pip เท่านั้น
ลองดูตัวอย่างเปรียบเทียบ:
- หาก EUR/USD ขยับจาก 1.10000 ไปเป็น 1.10001 นี่คือการเคลื่อนไหว 1 Point (0.00001)
- แต่ถ้า EUR/USD ขยับจาก 1.1000 ไปเป็น 1.1001 นี่คือการเคลื่อนไหว 1 Pip (0.0001)

นอกจากนี้ ในตลาดอนุพันธ์อื่นๆ อย่าง Futures หรือ Index CFDs เราอาจจะได้ยินคำว่า “Tick” ซึ่งหมายถึงการเคลื่อนไหวของราคาที่เล็กที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่หน่วยนี้จะไม่ได้ถูกฟิกซ์ค่าไว้ตายตัวเหมือน Pip หรือ Point
Tick ไม่ได้ถูกวัดด้วยระยะห่างของราคาที่เจาะจง แต่เป็นการบันทึก "การขยับ" ของราคาในเรียลไทม์ ไม่ว่าราคาจะขยับขึ้นหรือลงกี่จุดก็ตาม โดยมักจะใช้ในวงการ:
- การเทรดดัชนี (Index CFD) หรือสัญญาฟิวเจอร์ส
- การวิเคราะห์ระยะสั้นระดับ Ultra (เช่น Tick Chart หรือ Volume Chart)
ลองดูตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ:
- หากราคาทองคำ (XAU/USD) ขยับจาก 2323.87 ไปเป็น 2323.89 ระบบจะบันทึกว่าราคาบวกขึ้นมา +1 Tick
- หลังจากนั้น หากราคาวิ่งกลับมาที่ 2323.87 ระบบก็จะบันทึกว่าราคาลดลง -1 Tick

สรุปง่ายๆ คือ ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงของราคา ไม่ว่าจะขยับไปกี่ Point หรือกี่ Pip ก็นับเป็น 1 Tick ทั้งสิ้น
กลยุทธ์การเทรดแบบใช้อัลกอริทึม (Algorithmic Trading) บางประเภทจะใช้ “Tick Data” เพื่อวิเคราะห์ความอ่อนไหวของตลาดแบบวินาทีต่อวินาที ซึ่งช่วยให้ตัดสินใจได้ไวกว่าการรอให้แท่งเทียนก่อตัวเสร็จด้วยซ้ำ
การแม่นยำในหน่วยวัดที่เล็กกว่า Pip จะช่วยให้เราอ่านกราฟได้คมขึ้น และตอบสนองต่อความผันผวนระยะสั้นได้รวดเร็ว โดยเฉพาะใครที่ชอบเทรดในไทม์เฟรมเล็กๆ หรือใช้ Robot และอินดิเคเตอร์ช่วยเทรด สิ่งนี้แหละคือคีย์สำคัญที่จะช่วยรีดประสิทธิภาพของกลยุทธ์และเค้นกำไรได้ในทุกย่างก้าวของราคา
วิธีคำนวณกำไรเป็น Pip
หลังจากเข้าใจแล้วว่า Pip คืออะไร คำถามถัดมาที่หลายคนสงสัยคือ “แล้ว 1 Pip มันคิดเป็นเงินกี่บาท?” ซึ่งคำตอบของคำถามนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 อย่าง คือ:
- ขนาดสัญญาที่ใช้เทรด (Lot Size)
- คู่เงินที่เลือกเทรด
เพื่อให้คำนวณได้ไวขึ้นเวลาเทรดจริง ลองมาดูตารางสรุปมูลค่า Pip โดยประมาณกัน:
| Lot Size | Units | Volume | Pip Value |
|---|---|---|---|
| Standard Lot | 100,000 Units | 1.0 | 1 pip = $10 |
| Mini Lot | 10,000 Units | 0.1 | 1 pip = $1 |
| Micro Lot | 1,000 Units | 0.01 | 1 pip = $0.1 |
ลองดูตัวอย่างให้เห็นภาพ:
- หากเปิดสถานะ Buy คู่ EUR/USD จำนวน 1 Lot ที่ราคา 1.1000 แล้วไปปิดทำกำไรที่ 1.1030 เท่ากับว่าการเทรดครั้งนี้ได้กำไรมา 30 Pips เมื่อคิดเป็นเงินจะได้: 30 Pips × $10 = $300
- หากเปิดสถานะ Sell คู่ USD/JPY จำนวน 1 Lot ที่ราคา 145.80 แล้วปิดทำกำไรที่ 145.50 นี่ก็คือกำไร 30 Pips เช่นกัน เนื่องจากคู่ที่มี JPY 1 Pip จะเท่ากับ 0.01 และมูลค่า Pip ของ 1 Lot จะอยู่ที่ประมาณ $10 ดังนั้นกำไรจึงเท่ากับ: 30 Pips × $10 = $300
เมื่อเข้าใจแล้วว่าทุกๆ Pip มีมูลค่าทางการเงินแฝงอยู่ จะช่วยให้การเทรดแต่ละครั้งมีความระมัดระวังมากขึ้น ทุกย่างก้าวจะผ่านการคำนวณและมีเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งนี่คือบันไดขั้นแรกที่จะช่วยให้เรามองภาพรวมการลงทุนได้กว้างขึ้นกว่าเดิม
สรุปส่งท้าย
แม้ Pip จะเป็นเพียงหน่วยวัดเล็กๆ ในโลกการเงินระดับสากล แต่มันคือหัวใจสำคัญที่ช่วยให้เทรดเดอร์นับล้านคนสามารถวัดความผันผวนของตลาด คำนวณกำไร และที่สำคัญที่สุดคือการบริหารความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำและมีวินัย
การเข้าใจเรื่อง Pip ไม่ได้ช่วยแค่ให้เราตอบคำถามได้ว่า "กำไรเท่าไหร่?" หรือ "ขาดทุนแค่ไหน?" เท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการช่วยให้เราสร้างระบบการเทรดที่มีตรรกะและโครงสร้างที่ชัดเจน ตั้งแต่การกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) การตั้งเป้าทำกำไร (Take Profit) ไปจนถึงการบริหารเงินหน้าตัก (Money Management) และการรีดประสิทธิภาพของกลยุทธ์การลงทุนให้สูงสุด
ที่ CPT Markets เราตระหนักดีว่าความสำเร็จในการเทรดไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคช่วย แต่เป็นผลลัพธ์ของการเตรียมตัวอย่างถี่ถ้วน ทั้งในด้านความรู้ที่ปึกแผ่น เทคโนโลยีการเทรดที่ล้ำสมัย และระบบนิเวศที่พร้อมสนับสนุนเทรดเดอร์อย่างเต็มที่
เราจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่แพลตฟอร์มที่พาเข้าสู่ตลาดโลก แต่เราพร้อมจะเป็นเพื่อนคู่คิดที่ร่วมเดินทางไปกับทุกคนในทุกย่างก้าว เพื่อพัฒนาทั้งทักษะและแนวคิดการลงทุนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

